ประวัตินักดนตรี

มาตรฐาน

ลุดวิก ฟาน เบโธเเฟน
เกิดที่ บอนน์ เยอรมันนี คศ 1770
ตายที่ เวียนนา ออสเตรีย คศ 1827

ในชีวิตของนักดนตรีและนักประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้ อาจกล่าวได้ว่ามีความมืด มากกว่าความสว่าง
ลุดวิก ฟาน เบโธเฟนถือกำเนิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1770 ในครอบครัวที่ฝืดเคืองแร้นแค้นยากจนมีถิ่นฐานอยู่ที่ตำบลไรน์ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมันนี พ่อของเขาชื่อ โจฮันน์ ฟาน เบโธเฟน มีอาชีพเป็นนักร้องเสียงแทนเนอร์ประจำวงดนตรีของเจ้าเมือง แม่ชื่อ มาเรีย มักดาเลนา เป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย อ่อนหวาน ใจดี มีความรักและเอาใจใส่ต่อลูก ๆ ทุกคน เบโธเฟน เป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนทั้งหมด 7 คน
เมื่อตอนเด็ก ๆ นั้น เบโธเฟน มีชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ จะหาความสุขสบายได้ยากเต็มที ทั้งนี้ก็เพราะความยากจนของครอบครัว ประกอบกับพ่อเป็นคนที่มีอารมณ์ร้าย เป็นคนขี้เหล้าเมาหยำเปใช้จ่ายเงินในการซื้อเหล้าหมด ไม่เอาใจใส่ดูแลต่อความทุกข์สุขของครอบครัวเท่าที่ควร เบโธเฟนเป็นเด็กที่สาระรูปขี้ริ้วขี้เหร่เงียบขรึม และขี้อาย พ่อเริ่มสอนให้เล่นไวโอลินและเปียโนก่อนที่เขาจะมีอายุ 4 ขวบ แต่เขาเล่นได้ไม่ดีดังใจหวังของพ่อ จึงทำให้พ่อโมโหและทำโทษเขาด้วยวิธีเอาไม้เคาะที่ตาตุ่มบ่อย ๆ โจฮันน์ ฟาน เบโธเฟน มีความใฝ่ฝันทะเยอทะยานที่จะให้ลูกชายของเขาทีความสามารถและมีชื่อเสียงทางดนตรีโด่งดังเหมือน


กับโมสาร์ท ดังนั้นเขาจึงพยายามเคี่ยวเข็ญให้ลูกชายฝึกฝนเล่นดนตรีอย่างเข้มงวดกวดขันที่สุดแต่กระนั้นก็ดี อัจฉริยภาพทางดนตรีของเบโธเฟนก็ยังไม่ปรากฏออกมา นอกจากจะฝึกซ้อมไวโอลินและเปียโนแล้ว พ่อยังบังคับให้เขาเรียนออร์แกนและคลาเวียร์กับTobias Pfeiffer ซึ่งเป็นเพื่อนคู่หูของพ่ออีก การเรียนก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลเต็มที เรียนไม่เป็นเวล่ำเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ เมื่อพ่อและเพื่อนของพ่อกลับมาจากร้องเพลงก็จะมาปลุกให้เขาลุกขึ้นมาท่องโน้ตและเล่นคลาเวีย์ให้ฟังแม้ว่าเขาจะง่วงจนลืมตาแทนไม่ขึ้น พ่อก็จะฉุดกระชากลากมาให้เล่นให้ฟังจนได้จากความพยายามของพ่อนี้เอง ต่อมาลุดวิก ฟาน เบโธเฟนก็เริ่มมีความรู้สึกชอบเสียงของดนตรีและรักดนตรีขึ้นมาบ้าง อัจฉริยภาพทางดนตรีของเขาเริ่มฉายแสงเรือง ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว ดนตรีต่าง ๆ ที่เคยถูกพ่อบังคับให้เล่นจนเอือมระอาและไม่ชอบมันเลย แต่บัดนี้เกิดชอบมันขึ้นมาได้อย่างประหลาด เขาเต็มใจในการเล่นดนตรีและเริ่มฝึกฝน ไวโอลินและออร์แกนอย่างจริงจัง จนมีความชำนาญพอที่จะออกโรงได้ตอนที่เขามีอายุได้ 8 ขวบนั้น ก็ได้ออกโรงแสดงคอนเสิร์ตต่อ
หน้าประชาชนเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าได้รับการปรบมือจากผู้ฟังอย่างเกรียวกราวและชื่นชม ทำให้พ่อ
ของเขามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง จากความสามารถของเขานี่เอง พ่อจึงได้ส่งเขาเข้าโรงเรียนดนตรี
อย่างจริงจังกับครูดนตรีที่มีชื่อเสียง ชื่อคริสเตียน กอทท์ลอบ เนเอเฟและที่สำนักของเนเอเฟนี่เอง เบโธเฟนได้เอาใจใส่ฝึกฝนในการดนตรีอย่างจริงจัง เรียนอยู่ได้ 2-3 ปีก็สามารถเล่นเพลงยาก ๆ ของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงได้หลายเพลง เช่น Prelude และ Fugue ของบาคได้ทั้ง 48 เพลง ซึ่งนับว่าเก่งมากทีเดียวสำหรับเด็กอายุเพียง 11 ขวบ ในปี ค.ศ.1782 ขณะที่เขามีอายุ 12 ขวบ ไดเข้าประจำตำแหน่งนักออร์แกนประจำโบสถ์ และต่อมาเป็นนักเปียโนและไวโอลินในตำแหน่งมือรองของเนเอเฟ ประจำวงดนตรีในสำนักของเจ้าเมืองบอนน์ต่อจากนั้นอีก 2-3 เดือนก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าวงแทนเนเอเฟครูของเขาซึ่งได้ลาออกไปนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง สำหรับเด็กอายุเพียงแค่นี้ คนทั้งหลายได้ยอมรับในความสามารถทางดนตรีของเขาชื่อเสียงทางเปียโนก็เป็นที่ลือกระฉ่อนไปทั่วเมืองเจ้าเมืองเห็นความสามารถทางดนตรีของเบโธเฟนว่าจะมีก้าวหน้าไปไกล จึงได้ให้ทุนแก่เขาเดินทางไปยังกรุงเวียนนา อันเป็นแหล่งที่มีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอยู่หลายคน เบโธเฟนไปเรียนดนตรีกับโมสาร์ทนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง เมื่อโมสาร์ทฝึกหัดให้เขาได้ 2-3 เพลงก็ลองให้เบโธเฟนเล่นให้ฟัง หลังจากโมสาร์ทเห็นการเล่นดนตรีของเบโธเฟนแล้ว ก็ได้กล่าวกับเพื่อน ๆ ว่า “จงคอยดูเด็กน้อยคนนี้ให้ดี สักวันหนึ่งเพลงของเขาจะดังก้องไปทั่วโลก”เบโธเฟนอยู่กับโมสาร์ทที่เวียนนาไม่นานนัก
คือประมาณ 2-3 เดือน ก็ได้รับข่าวจากทางบ้านว่า แม่ป่วยหนัก เขาจำต้องรีบเดินทางกลับเมืองบอนน์ และเขาก็ได้สูญเสียแม่บังเกิดเกล้าไป ซึ่งนำความโศกเศร้าเสียใจมาสู่เขาอย่างสุดที่จะประมาณ เพราะแม่คนเดียวเท่านั้นที่รักเขาเป็นห่วงเขา และเห็นใจเขาตลอดมา ในขณะที่แม่ตายนั้นเขามีอายุเพียง 17 ปี เขาต้องรับภาระดูแลครอบครัวแทนแม่ เพราะพ่อนั้นจะเอาร่องเอาราวนักก็ไม่ได้ เมาหัวราน้ำตลอดเวลา เขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือเจือจุนครอบครัวด้วยการสมัครเข้าเล่นดนตรีในสำนักของเจ้าเมืองบ้าง รับสอนเด็ก ๆ ที่ชอบทางดนตรีและจากการแสดงเปียโนบ้าง มีหลายคนในบอนน์ได้กล่าวขวัญถึงเขา และทำนายว่าเขาจะมีอนาคตรุ่งโรจน์ ปี ค.ศ.1790 ไฮเดิน ได้เดินทางผ่านมาทางเมืองบอนน์เพื่อจะไปลอนดอน เมื่อได้ฟังเบโธเฟนเล่นเปียโนแล้วก็กล่าวว่า “เด็กคนนี้มีความสารถสูง” ต่อมาเบโธเฟนก็ไปพบไฮเดน พร้อมกับนำเพลงต่าง ๆ ที่เขาแต่งให้ไฮเดินดูด้วย พอไฮเดินดูรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่งและกล่าวกับเบโธเฟนว่า “ถ้าเธอไปหาฉันที่เวียนนา ฉันจะสอนให้”ดังนั้น ในปี ค.ศ.1792 เขาเดินทางไปยังเวียนนาอีกเป็นครั้งที่ 2 และไปเรียน
ดนตรีกับไฮเดินอยู่เกือบปี ในตอนแรกเขามีความนิยมชมชอบในตัวครูมาก แต่ไม่นานนักก็เกิดมีความคิดเห็นขัดแย้งกับครูของเขา ไฮเดินรู้สึกไม่พอใจลูกศิษย์คนนี้นัก เพราะเป็นคนแข็งกระด้าง ท่าทางเงอะงะตลอดจนมีความคิดเห็นนอกแบบนอกแผนชื่อมั่นในตนเองเกินไปไม่เอาใจใส่ในคำสอนของครูในเรื่องกฎความกลมกลืนของเสียง ทางฝ่ายเบโธเฟนก็เห็นว่าไฮเดินจู้จี้และแก่ทฤษฎีเกินไปชอบตามรอยแบบแผนเก่า ๆ เขาจึงย้ายออกมาอยู่กับ โจฮันน์ จอร์ช อัลเบรซสเบอร์เกอร์อยู่ 2 ปี และได้เรียนการแต่งเพลงอุปรากร กับ แอนโทนีโฮ ซาไลรี ซึ่งเป็นนักแต่อุปรากรผู้มีชื่อเสียงชาวอิตาลี แต่เขาก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันนักเขามีความตั้งใจอยู่อย่างหนึ่ง คือมุ่งมั่นที่จะหาชื่อเสียงในการเล่นดนตรีและแต่งเพลงต่าง ๆ ตามความนึกคิดของเขาเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเขามีความเชื่อมั่นในตนเองอยู่มาก ณ นครเวียนนานี่เองเบโธเฟนก็ได้ตระเวนเล่นดนตรีไปในที่ต่าง ๆ จนชื่อเสียงทางเปียโนของเขาเป็นที่รู้จักกันดีทั่วเวียนนา การเล่นของเขาเต็มไปด้วยลีลา และความรู้สึกที่ระบายออกมาอย่างรุนแรงและงดงาม จึงมีคนนิยมชมชอบการเล่นของเขามาก จนได้มีลูกศิษย์ลูกหาตลอดจนชนชั้นสูงมาเรียนกับเขามากขึ้นพวกชนชั้นสูงของเวียนนาไม่น้อยที่นิยมเพลงและซื้อบทเพลงของเขาไปเล่นตามวัง ทั้งที่ใช้เล่นกับวงใหญ่และเพลงสำหรับเล่นกับเครื่องสายชนิด 4 คน และจากการแนะนำของ เคานท์ ฟอลด์สไตน์ จึงทำให้เขาได้เข้าไปสู่บ้านพวกผู้ดีมีตระกูล ซึ่งเป็นชนชั้นสูงของเวียนนาในฐานะเป็นนักเปียโนและครูดนตรีชนชั้นสูงเหล่านี้ก็มีเจ้าชายลิคนอฟสกี้ เจ้าชายลอบโควิทซ์ และท่านบารอน ฟอน สไวเตนจากความสามารถทางดนตรีของเขานี่เอง ทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงลิคนอฟสกี้ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในหมู่ชนชั้นสูงนิยมในตัวเขา ได้เชื้อเชิญให้เขาไปพำนักอยู่ในวังและรับเป็น
ผู้อุปถัมภ์ในทางการเงินและอื่น ๆ แก่เขา ขณะที่เขาพักอยู่ในวังเขามีความสะดวกสบายและมีความสุขพอควร ถึงแม้ว่าหน้าตาของเขาจะขี้ริ้วขี้เหร่ มีกิริยาท่าทางซุ่มซ่ามเป็นบ้านนอก แต่งกายปอน ๆ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลาและผิดนัดบ่อย ๆ มีอิสระเต็มที่ อยากเล่นอะไร ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นโดยไม่ต้องเกรงใจใคร บางครั้งก็แสดงกิริยาหยาบคาย หุนหันเอาแต่ใจตัวขณะที่เขากำลังเล่นเปียโนให้ฟัง ถ้ามีใครพูดคุยและหัวเราะคิกคัก เขาจะโกรธมากและเลิกเล่น แล้วเดินหนีไปเฉย ๆ แต่ก็ไม่มีใครดูหมิ่นดูแคลนหรือแสดงอากัปกิริยารังเกียจเขา ทุกคนพากันมองข้ามสิ่งเหล่านี้โดยไม่เอาใจใส่ เพราะนิยมในความเป็นอัจฉริยะทางดนตรีของเขาพอถึงเดือนมีนาคม ค.ศ.1795 เบโธเฟนได้เสนอเพลงใหม่ที่เขาแต่งต่อประชาชนชาวเวียนนาเป็นครั้งแรก เพลงใหม่นี้เป็นเพลงเปียโนคอนเชอร์โต The Second in B Flat major เป็นเพลงที่มีลีลางดงามตามแบบของเบโธเฟน ปรากฎว่าได้รับการต้อนรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ต่อจากนั้นเพลงต่าง ๆ ก็หลั่งไหลออกมาจากมันสมองของปลายปากกาของเขาเป็นเพลงที่ใช้เล่นกับเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆเพลงหนึ่งที่ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม คือเพลงที่ใช้เล่นกับดนตรีเจ็ดชิ้น เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองที่ไพเราะและแปลก มีคนนิยมกันมากตั้งแต่ ค.ศ.1800 เป็นต้นมา เบโธเฟนก็เปลี่ยนไปเอาดีและก้าวหน้าในทางแต่งเพลง
เริ่มต้นด้วยเพลง Dreutzer Sonata สำหรับไวโอลินThe Moonlight และ Pathetic Sonata และเพลงคอนเชอร์โตอีก 3 เพลงสำหรับเปียโน นับเป็น 6 เพลงแรกที่ใช้เล่นกับเครื่องดนตรีสำหรับเล่น 4 คนและเริ่มแต่งเพลงซิมโฟนี จากการแต่งเพลงซิมโฟนีอันดับหนึ่งและสอง ทำให้เขาได้พบแนวใหม่สำหรับที่จะแต่งเพลงอันดับต่อ ๆ ไป โดยเห็นช่องทางที่จะใส่อารมณ์และความรู้สึกลงไปได้อย่างเต็มที่ ทั้งท่วงทำนองก็สามารถปรับปรุงให้กลมกลืนกันได้เป็นอย่างดีเพลงที่เบโธเฟนแต่งเป็นเพลงที่แสดงออกมาอย่างเสรี แหวกแนว ไม่ดำเนินตามแบบแผนอันเก่าแก่ ตอนแรก ๆ ที่เพลงของเขาออกสู่ประชาชนทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นา ๆ เช่นว่า “เป็นนักดนตรีที่นอกแบบแผนเป็นอันตรายต่อศิลปะทางดนตรี แต่เขาก็ไม่แยแสว่าใครจะว่าอย่างไร คงดำเนินตามแบบของเขาต่อไป ในที่สุดคนส่วนมากก็หันมานิยมชมชอบงานของเขาไปเอง ขณะนั้นเขามีอายุ 31 ปีเท่านั้นสำนักพิมพ์ต่าง ๆ พากันมาแย่งกันซื้องานของเขาเพื่อไปตีพิมพ์จำหน่าย ซึ่งเป็นที่รับรองกันแล้วว่าเป็นแนวใหม่และแปลกดี ต้นฉบับของเขาเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกไม่เรียบร้อย
แต่ทว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง และในปีเดียวกันนั้นเอง ขณะที่ชื่อเสียงของเขากำลังโด่งดังในฐานะนักแต่งเพลงเอก หูของเขาที่เริ่มมีอาการปวดและอื้อเมื่อ 2-3 ปีก่อน ได้กำเริบมากขึ้นเจ็บปวดรวดร้าวทำให้เกิดความทนทุกข์ทรมานใจเขาเป็นอย่างยิ่ง หมอได้แนะนำให้เขาไปพักผ่อนตามหมู่บ้านแถบชานเมือง เขาได้เลือก
เอาเมืองไฮลิเกนสตัดท์ ซึ่งอยู่ห่างกรุงเวียนนาไปเพียงเล็กน้อย เป็นเมืองที่เงียบสงบ มีทิวทัศน์สวยงาม มีทุ่งเลี้ยงแกะและขุนเขาคาร์พาเทียนเขาไปพักอยู่กับชาวบ้านแถบนั้น ใช้เวลาวัน หนึ่ง ๆด้วยการเดินไปตามป่ารอบ ๆ เมืองเฮลิเกนสตัดท์กับลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดของเขาคนหนึ่งชื่อ เฟอร์ดินานด์ ไรส์ ขณะที่กำลังเดิน

ไปเรื่อย ๆ ในป่านั้นก็มีเสียงขลุ่ยที่เด็กเลี้ยงแกะเป่าโหยหวนอยู่แต่ไกล ลูกศิษย์ของเขาได้สะกิดให้เขา
ฟังเสียงขลุ่ยนั้น เขาได้พยายามนั่งฟังอยู่เกือบชั่วโมงก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว เขาใช้เวลาอันเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจในเฮลิเกนสตัดท์นานพอควร เขาได้พยายามที่จะรักษาหูของเขาให้หายเป็นปกติแต่ก็ไร้ผล หูของเขาหนวกอย่างสนิทเสียแล้ว มันไม่สามารถจะรับฟังเสียงอะไรได้เลยการที่จะพูดหรือสนทนากับใคร ๆ ก็ต้องวิธีเขียนหนังสือโต้ตอบกันไปมา เขาเริ่มคิดมาก และเกิดความท้อแท้ในชีวิต เขาจะต้องผจญกับความเงียบสงัดอันน่าสะพึงกลัว และเขาจะอยู่ในโลกต่อไปได้อย่างไร เคราะห์ร้ายมากสำหรับนักดนตรีอย่างเขาที่มีหูใช้ฟังเสียงดนตรีไม่ได้ เขาคิดอย่างนี้ไปด้วยความขมขื่นใจที่สุด บางครั้งก็คิดจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป เขาได้ระบายความทุกข์ทรมาน และความเจ็บปวดรวดร้าวของเขาไว้ ในสมุดบันทึกส่วนตัวที่มีชื่อว่า Heiligentstadt testament ซึ่งเขียนขึ้นในปี ค.ศ.1802 จากความเป็นอัจฉริยะของเขานี้เอง ทำให้เขามีพลังใจเข้มแข็งขึ้นและปลงตกในเรื่องความพิการ เขาจะไม่แยแสกับมันต่อไปอีก เขาจะต้องเอาชนะโชคชะตาของตัวเอง จึงได้ตั้งปณิธานว่า “ฉันจะไม่ยอมสยบให้แก่ความเคราะห์ร้ายเป็นอันขาดและความพิการจะดึงตัวฉันให้ตกต่ำไม่ได้” จากความบันดาลใจอันนี้เอง ทำให้เขาตัดสินใจกลับจากเมืองไฮลิเกนสตัดท์สู่เวียนนาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าหูของเขานั้นจะฟังเสียงดนตรีไม่ได้แต่เขาก็สมารถฟังได้ด้วยญาณของนักดนตรีในภาวะอันรันทดใจเช่นนี้ หลังจากเขากลับมาสู่เวียนนาแล้วก็หันมาจับงานแต่งซิมโฟนีอีก ซึ่งเป็นซิมโฟนีอันดับที่ 3 ที่มีชื่อว่า “เอรอยกา” เป็นเพลงที่แสดงถึงความรู้สึกบูชาในวีรบุรุษ เดิมเพลงนี้มีชื่อว่า “โบนาปาร์ต”เพื่ออุทิศให้แก่นโปเลียนผู้กล้าหาญ แต่เขาจำต้องขีดชื่อ “โบนาปาร์ต” ออก หลังจากที่ นโปเลียนได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งประเทศฝรั่งเศสเขามีความโกรธมากเมื่อเห็นนโปเลียนผู้ที่เขาบูชาได้กลายเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง จึงได้ตั้งชื่อซิมโฟนีอันดับที่ 3 ของเขาเสียใหม่ว่า‘EROICA’ ซึ่งแปลว่า “กระบวนแห่ศพ” เพลงซิมโฟนี เอรอยกา นับว่าเป็นเพลงที่เปิดศักราชใหม่แห่งโลกดนตรี และนับว่าเป็นสัญลักษณ์ของเพลงแบบโรแมนติคที่ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้ละทิ้งเพลงแบบคลาสสิกและแนวของโมสาร์ทและไฮเดินเสียสิ้นเชิง เพลงของเบโธเฟน ได้ใส่อารมณ์และความรู้สึกอย่างรุนแรงลงไปด้วย จึงนับว่าเบโธเฟนเป็นผู้สร้างแนวใหม่ขึ้นและเป็นรากฐานของเพลงซิมโฟนีในกาลต่อมาเบโธเฟนได้แต่อุปรากรขึ้นเรื่องหนึ่งใน ค.ศ.1805 ชื่อ Fidelio ขณะที่พักอยู่ในเวียนนา
ได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกที่ Theater an der Wienเป็นอุปรากรเรื่องเดียวเท่านั้นในชีวิตของเขา แม้ว่าอุปรากรเรื่องนี้จะไม่ค่อยมีคนนิยมแพร่หลานนักแต่ก็ได้รับการยกย่องนับถือมากพอสมควรใน ค.ศ.1806 เขาเริ่มจับปากกาแต่งซิมโฟนีอีก นับเป็นเพลงซิมโฟนีอันดับที่ 4 แต่งขณะที่เขาตกอยู่ในอารมณ์ของความรัก หลังจากที่เขาไปเยี่ยมเพื่อสนิทคนหนึ่งที่ฮังการี คือเคานท์ ฟอน บรุนสวิค และผู้ที่เขาหลงรักก็คือน้องสาวของเพื่อนคนนี้เอง ชื่อ เทเรเซ ฟอน บรุนสวิคทั้งสิงมีความรักต่อกันมาก แต่ประเพณีขวางกั้น เพราะฝ่ายหญิงเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งของฮังการี จะแต่งงานกับคนธรรมดาสามัญหาได้ไม่ เพราะจะเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนของคนทั้งหลายในระยะนี้โธเฟนก็ใช้เวลาแต่งเพลง Rasumoffsky Quartets (Op.59) ไปด้วยเพลงซิมนีอันดับ4 สำเร็จลงในปี ค.ศ.1807 ได้นำออกแสดงครั้งแรกที่วัง Lobkowitz พร้อมกับเปียโนคอนเชอร์โตอันดับ 4 จากนั้นก็เริ่มแต่งเพลงซิมนีอันดับ 5 พร้อมกันนั้นก็ได้แต่งเพลงOverture Coriolan ซึ่งเสร็จก่อนซิมนีอันดับ 5 ได้นำออกแสดงครั้งแรกใน ไอเซนสตัท์(Eisenstadt) พอถึงฤดูร้อน เบโธเฟนก็ท่องเที่ยวไปบาเดน ไฮลิเกนสตัดท์ และไปถึงเมืองไอเซนตรัคท์ในฤดูใบไม้ร่วงค.ศ.1808 ซิมโฟนีอันดับที่ 5 ก็เสร็จอย่างสมบูรณ์ และได้แต่งซิมโฟนีที่มีชื่อว่า Pastoral Symphony ซึ่งนับเป็นอันดับ 6 ซิมโฟนีอัน
นี้แต่งขึ้นจากความรู้สึกที่มีความรักในธรรมชาติ จากความทรงจำที่ได้พบเห็นมาจากการท่อง
เที่ยวไปในที่ต่าง ๆ เมื่อเขาเสนองานชิ้นนี้ต่อประชาชน ก็ปรากฏว่าได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม
เขาได้เริ่มงานเปียโนคอนเชอร์โต อันดับที่ 5 ในค.ศ.1808 จากนั้นอีก 4 ปี จึงได้นำออก
แสดงให้ประชาชนฟัง ณ กรุงเวียนนา เมื่อ ค.ศ.1812 แต่เขาไม่ได้แสดงด้วยตนเอง หากแต่
Czermy ลูกศิษย์คนหนึ่งของเขาเป็นผู้นำออกแสดงใน ค.ศ.1808 ซิมโฟนีอันดับที่ 5
ก็เสร็จอย่างสมบูรณ์ และได้แต่งซิมโฟนีที่มีชื่อว่า Pastoral Symphony ซึ่งนับเป็นอันดับ 6
ซิมโฟนีอันนี้แต่งขึ้นจากความรู้สึกที่มีความรักในธรรมชาติ จากความทรงจำที่ได้พบเห็นมาจาก
การท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ เมื่อเขาเสนองานชิ้นนี้ต่อประชาชน
ก็ปรากฏว่าได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม เขาได้เริ่มงานเปียโนคอนเชอร์โต อันดับที่ 5 ใน
ค.ศ.1808 จากนั้นอีก 4 ปี จึงได้นำออกแสดงให้ประชาชนฟัง ณ กรุงเวียนนา เมื่อ ค.ศ.1812
แต่เขาไม่ได้แสดงด้วยตนเอง หากแต่ Czerny ลูกศิษย์คนหนึ่งของเขาเป็นผู้นำออกแสดง
ใน ค.ศ.1812 เบโธเฟนได้แต่งซิมโฟนีอันดับ 7 ซึ่งเป็นปีที่ยุโรปกำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม
นโปเลียนกรีฑาทัพเข้ายึดกรุงเวียนนา เบโธเฟนเดินทางไปที่ Baden, Teplitz, Karlsbad,
และ Franzensbrunn ไปพบกับเกอเต้ (Goethe) สหายต่างวัยซึ่งเป็น
ผู้ที่เขานับถือมาก ซิมโฟนีอันดับที่ 7 ได้เสร็จสมบูรณ์เมื่อต้นปี ค.ศ.1812 นั้นเอง เขาเริ่มแต่ง
ซิมโฟนีอันดับ 8 ขณะที่เขาเดินทางไปเมือง
Teplitz และไปเสร็จสิ้นลงที่เมือง linz ในปี ค.ศ.1812
ต่อมาไป ค.ศ.1813 ได้แต่งเพลง Cantata Der Glorreiche Augenblick และในปีนี้เขา
ก็ได้นำเอาซิมโฟนีอันดับ7 ออกแสดงเป็นครั้งแรกพร้อมกับ Wellington’sVictory ที่แต่งเสร็จ
ใหม่ ๆ แสดง ณ มหาวิทยาลัยแห่งเวียนนา เพื่อเก็บเงินช่วยเหลือทหารออสเตรียน และบาวาเรียน
ที่ได้รับขาดเจ็บจากการสงคราม พอถึงหน้าร้อนเขากลับไปพักผ่อนที่บาเดนเช่นเคย
เมื่อกลับมาเวียนนา ในปี ค.ศ.1814 ก็นำซิมโฟนีอันดับ 8 ออกแสดงเป็นครั้งแรกพร้อมกับอุปรากร
Fidelio ออกแสดงนับเป็นครั้งที่ 3 ที่ Kartertor Theatre ในเดือนกุมภาพันธ์ และในปีเดียว
กันนี้ได้นำเพลงต่าง ๆ ของเขาออกแสดงอีกหลายแห่ง
เช่นในเดือนพฤศจิกายน แสดงคนเสิร์ทใน Redoutensaal ในขณะที่มีการประชุมที่เรียกว่า
Congress of Vienna
เพลง Triple Concerto (op.56) และเพลง Piano Sonata (op.90) แต่งเสร็จในปีนี้ด้วย
ในเดือนมกราคม ค.ศ.1815 แสดงคนเสิร์ทในเวียนนา เนื่องใน Tsarina’s birthday ต่อมาอีก
ไม่นานนักน้องชายที่ชื่อคาร์ลก็ถึงแก่กรรม คาร์ลได้ฝากฝังลูกชายให้เบโธเฟนดูแลร่วมกับ
ภรรยาหม้ายของเขา แต่เบโธเฟนต้องการจะคุ้มครอง
ดูแลแต่ผู้เดียว ทางฝ่ายแม่ของเด็กก็ไม่ยินยอม จึงหาวิธีต่าง ๆ ถึงกับเกิดฟ้องร้องกันในโรงศาล
ในที่สุดเบโธเฟนก็เป็นฝ่ายชนะความ ได้หลานชายที่อยู่ในความคุ้มครอง เมื่อได้หลายชายมาแล้วแทนที่เขาจะ
ให้ความอบอุ่นและความสุขแก่เด็ก
เขากลับทำทารุณกรรมต่าง ๆ ต่อหลานชาย เมื่ออยู่ด้วยกันได้นาน 4 ปี
หลานชายก็ทนบีบคั้นไม่ไหวจึงหนีไปอยู่กับแม่ แต่เบโธเฟนก็ติดตามเอากลับมาอีกจนได้
เบโธเฟนเริ่มแต่งซิมโฟนีอันดับ 9 ในปี ค.ศ.1817 ซึ่งนับว่าเป็นงานชิ้นเยี่ยมและยิ่งใหญ่ของเขา
(Mammoth Ninth Symphony)เขาใช้เวลาเขียนถึง 6 ปี คือมาเสร็จเอาเมื่อ ค.ศ.1823
เพลงอื่น ๆ ที่แต่งเสร็จลงในปีนี้ได้แก่ Missa Solemnis ซึ่งได้แต่งให้แก่
Archduke Rudolph เพลง Missa Solemnis ได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกที่
Petersburg เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1824อีก 1 เดือน ต่อมาคือ วันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1824
เบโธเฟนก็ได้นำเพลงซิมโฟนีอันดับ 9 อันยิ่งใหญ่ของเขาออกแสดงเป็นครังแรก
พร้อมกับการตัดเอาบางตอนของ Missa Solemnis มาร่วมแสดงด้วย เป็นการแสดงครั้ง
ยิ่งใหญ่ของเขาอีกครั้งหนึ่ง ณ กรุงเวียนนา หนังสือพิมพ์ในกรุงเวียนนาลงข่าวการแสดงครั้งนี้
อย่างครึกโครม เบโธเฟนกำกับเพลงด้วยตนเอง ในท่ามกลางวงดนตรีอันมหึมา ซึ่งประกอบ
ด้วยนักดนตรีและเครื่องดนตรีนับร้อย ทั้งนักร้องเดี่ยวและนักร้องหมู่อีกหลายสิบคน มีผู้เข้าฟัง
การแสดงครั้งนี้อย่างล้นหลาม เมื่อการเล่นกระบวนที่หนึ่งได้เริ่มขึ้น เสียงเพลงจากชีวิตของ
เขาก็กระหึ่มไปทั่วบริเวณ พาผู้ฟังให้เคลิบเคลิ้มไปสู่อีกโลกหนึ่ง
ทุกคนนั่งนิ่งเหมือนถูกมนต์สะกด เมื่อกระบวนที่ 1 ได้จบลง เสียงปรบมือและโห่ร้องแสดงความ
ชื่นชมจากผู้ฟังก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว แต่เบโธเฟนผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นเลย
ยังคงนิ่งเฉยอยู่ กระบวนที่ 2 ก็ได้เริ่มขึ้น ผู้ฟังเงียบกริบเช่นเคย
จากนั้นก็เป็นกระบวนที่ 3-4 และต่อไปอีกจนกระทั่งจบเพลง ผู้ฟังยังเงียบอยู่ชั่วครู่ จากนั้นเสียงตะโกนโห่ร้อง
และเสียงปรบมือแสดงความชื่นชมยินดีต่อความสำเร็จอย่างงดงามครั้งนี้
ก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหวอยู่เป็นเวลานาน แต่เบโธเฟนผู้กำกับเพลง ยังคงยืนหันหลัง
ให้แก่ผู้ฟังเฉยอยู่ สายตาจับจ้องอยู่ที่แผ่นโน้ตเพลงหน้าสุดท้าย นักร้องหญิงคนหนึ่งสังเกตุ
เห็นเช่นนั้นจึงสะกิดเขาเบา ๆ ให้หันหน้ามาทางประชาชนคนฟัง จึงทำให้เขาเห็นมือและใบหน้า
ที่แสดงความชื่นชมยินดีต่องานชิ้นนี้ของเขา เขารู้สึกตื้นตันใจมากจนน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง
เขาโค้งศีรษะรับด้วยความปลื้มใจที่สุด นี่คือการปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งสุดท้าย
ในชีวิตอันแสนจะระทมขมขื่นขอนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่นี้ เขาดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นโสดตลอดชีวิต
ความจริงเขาเคยมีความรักหลายครั้ง แต่ละครั้งที่เขารักผู้หญิงคนใดเขาก็อุทิศผลงานที่เขาแต่ง
ขึ้นในระยะนั้นๆให้ทุกคนเขาเคยมีความรักฝังใจอย่างมากอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งจากหลักฐานที่เป็นจดหมายรัก
ที่ค้นพบในระหว่างกองกระดาษบนโต๊ะในห้องของ
เขาหลังจากที่เขาได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นจดหมายรักอันลือชื่อ จดหมายนั้นมีชื่อว่า
‘Immortal Belve’ “รักฝังใจ” ซึ่งเขาได้พรรณนาความรักของเขาที่มีต่อหญิงคนหนึ่ง อย่างไม่มีวันลืม
ส่วนชีวิตในด้านครอบครัวของเขานั้น เขามักจะกล่าวอยู่เสมอว่า “เป็นครอบครัวที่เปรียบเสมือนแพแตก”
ทุกคนพี่ ๆ น้อง ๆต่างพยายามเอาตัวรอดกัน เบโธเฟนมีชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาอย่างนี้ตลอดชีวิต
เขาเกิดในยุคของเกอเต้ และวิลเลอร์ ซึ่งเป็นนักปราชญ ์และกันกวีผู้ยิ่งใหญ่ และเบโธเฟนกับเกอเต้
ก็เป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมาก ถึงแม้ว่าเกอเต้จะแก่กว่าเขาถึง 21 ปี
ก็ตาม เบโธเฟนให้ความนับถือแก่เพื่อนคนนี้อย่างมาก เกอเต้คนเดียวเท่านั้นที่สามารถจะหยุด
ยั้งอารมณ์ร้ายของเขาได้
หลังจากที่แสดงซิมโฟนีอันดับที่ 9 ผ่านไปราว ๆ 2 ปี คือในปี ค.ศ.1826 สุขภาพของเขายิ่งทรุด
โทรมลงเรื่อย ๆ หลานชายที่มาอยู่ด้วยก็จะทำอัตนิวิบาตรกรรม แต่มีคนเห็นเสียก่อน จึงถูกนำขึ้นศาล
ฐานะพยายามฆ่าตัวตาย หลายชายได้สารภาพว่า เขาถูกลุงบีบบังคับมาก ไม่มีทางอื่นที่จะหนีความ
ทรมานนตี้ได้นอกจากฆ่าตัวตาย เบโธเฟนจึงส่งหลานชาย
ไปอยู่กับโจฮันน์ น้องชายอีกคนหนึ่งของเขา ขณะที่นำหลายชายไปส่งให้น้องชาย วันนั้นอากาศหนาวจัด
เบโธเฟนนั่งรถฝ่าความหนาวกลับสู่เวียนนา ทำให้เขาเป็นหวัดอย่างแรดและกลายเป็นนิวมอเนีย ในที่สุด
พอหายจากนิวมอเนียก็เป็นโรคดีซ่านและโรคท้องทานติดตามมา เขาต้องนอนซมซานเพราะโรคนี้อยู่หลาย
เดือน หมอได้ทำการรักษาจนสุดความสามารถต่อมาในตอบ่ายวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ.1827
ขณะนั้นเบโธเฟนกำลังป่วยหนักไม่ได้สติ อากาศก็กำลังปั่นป่วน พายุฝนโหมอย่างหนัก
มีลูกเห็บตก และฟ้ากำลังคะนองอย่างรุนแรง ฟ้าแลบแปลบปลาบอย่างน่าสะพึงกลัว แล้ว
ในบัดดลนั้นเอง เสียงฟ้าคำรามลั่นเปรี้ยง กัมปนาทหวั่นไหว ทำให้บ้านสั่นสะเทือนไปทั้งหลัง แสดงสว่างวาบ
ของสายฟ้าแลบได้พุ่งวูบวาบเข้ามาจนถึงห้องนอนของเบโธเฟนทำ
ให้เขาลุกพรวดพราดขึ้นนั่ง พร้อมกับยกมือข้างขวาไขว่คว้าไปมาแล้วก็ผงะหงายหลังลงกับพื้นเตียงสิ้นใจทันที
วิญญาณของเขาได้ลอยออกจาร่างไปพร้อมกับสายฟ้านั้น ในขณะที่เขามีอายุได้เพียง 57 ปี เท่านั้น
เบโธเฟนได้ตายไปนานแสนนาน แต่เสียงเพลงอมตะของเขายังคงครางกระหึ่ม ก้องกังวานไปทั่วทุก
มุมโลกอย่างไม่มีวันจะเลื่อมสูญไปได้เลย แน่นอนเขายังคงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกดนตรีอยู่ตลอดไป.
เกิดที่ ซาลสเบร์ก ออสเตรีย 27 มกราคม ค.ศ.1756

ตายที่ เวียนนา ออสเตรีย 5 ธันวาคม ค.ศ. 1791

โมสาร์ท เป็นนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง ที่มีอัจฉริยภาพทางดนตรีมาแต่กำเนิด เมื่อเขายังเล็ก ๆ อยู่นั้น มักจะไปยืนเกาะฮาร์พซิคอร์ด ดูพ่อกำลังสอน Nannerl พี่สาวของเขาให้เล่นคลาเวียร์อยู่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ดูไปดูมาก็อยากจะเล่นได้อย่างพี่สาว ก็เลยเอ่ยปากขอเล่นบ้าง แต่พ่อบอกว่ายังเด็กยังเล็กอยู่จะเล่นเห็นจะยังไม่เหมาะ ขอให้โตกว่านี้อีกหน่อยซิพ่อจะสอนให้
เมื่อโมสาร์ทอายุได้ 4 ขวบ พ่อก็เริ่มฝึกหัดให้เขาเรียนดนตรีอย่างจริงจัง โมสาร์ทสามารถเรียนรู้อะไร ๆ จากพ่อได้อย่างรวดเร็ว หูของเขาสามารถฟังเสียงดนตรีได้อย่างแม่นยำ และบอกเสียงต่าง ๆ ได้ถูกต้อง พ่อเริ่มเห็นความสามารถพิเศษที่สวรรค์ประทานพรมาให้ลูกชายของเขาแล้ว จึงได้ตั้งใจทุ่มเทเวลามาฝึกหัด และวางรากฐานทางดนตรีตลอดจนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ถูกต้องให้แก่ลูกชายของเขา
โวล์ฟกัง อมาเตอุส โมสาร์ท เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1759 (พ.ศ.2295) ที่เมืองซาลสเบอร์ก ออสเตรีย เป็นลูกชายของ เลโอโปลด์ โมสาร์ท นักดนตรีผู้มีชื่อเสียงของออสเตรีย เป็นนักแต่งเพลงและครูสอนดนตรี มีความสามารถทางไวโอลินเป็นเยี่ยม มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าวงดนตรีประจำสำนักของอาร์ชบิชอพ ที่ซาลสเบอร์ก แม่ชื่อ เฟรา อันนา โมสาร์ท เป็นผู้หญิงธรรมดาที่พอใจในงานแม่บ้านแม่เรือน และมีความรักลูก ๆ เหมือนแม่ทั้งหลาย โมสาร์ทมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน แต่ตายไปเสีย 5 คน คงเหลือแต่เพียงมาเรีย แอนนา หรือ Nannerl พี่สาวซึ่งมีอายุแก่กว่าเขา 4 ปี และตัวเขาเอง เพียง 2 คนเท่านั้น เด็กน้อยโมสาร์ทเป็นคนที่มีรูปร่างสง่า มีใบหน้าสวย มีริมฝีปากงามละไม จมูกโด่ง มีแววตาอ่อนโยนคล้ายผู้หญิง มีกิริยาละมุนละม่อมสงบเสงี่ยมและเป็นคนช่างคิดช่างฝัน
เมื่ออายุเพียง 5 ขวบเท่านั้น โมสาร์ทก็มีความสามารถในการแต่งเพลงได้แล้ว เพลงแรกที่เขาแต่งนั้นคือการแต่งเติมเพลง minuet ของพ่อที่ได้แต่งค้างไว้ยังไม่เสร็จ ความไพเราะของเพลงตอนที่โมสาร์ทแต่งเติมนั้นไพเราะยิ่งนัก ทำความประหลาดใจแก่ผู้ได้ฟังเป็นอย่างมาก เมื่ออายุ 6 ปี ในวันเกิดนั้น โมสาร์ทได้รับไวโอลินเล็กๆ อันหนึ่ง เป็นของขวัญ จึงได้เริ่มเอาใจใส่กับเครื่องดนตรีชิ้นนี้ และขอร้องให้พ่อสอนให้ แต่พ่อไม่เอาใจใส่บอกว่าเพียงแต่การเล่นคลาเวียร์ และการแต่งเพลงก็นับว่ามากพออยู่แล้ว แต่โมสาร์ทก็ไม่ยอมแพ้ จึงได้ยายามฝึกฝนด้วยตนเอง
ต่อมาไม่นานนัก โมสาร์ทก็แสดงความสามารถทางไวโอลินให้ปรากฏในวันหนึ่ง ขณะที่มีการเล่นดนตรีกันที่บ้าน มีนักดนตรีมาร่วมเล่นกับพ่อของเขา โมสาร์ทขอร่วมวงด้วยพ่อไม่อนุญาต แต่ทนความรบเร้าของลูกชายไม่ไหวก็เลยอนุญาตให้เล่นด้วย แต่ให้เล่นเพียงเบา ๆ เมื่อเพลงทริโอเริ่มเล่นไปได้สักครู่ ทุกคนก็ต้องประหลาดใจเพราะโมสาร์ทสามารถเล่นได้อย่างมหัศจรรย์ ทุกคนพากันหยุดเล่น ได้แต่มองดูตากันไปมา และปล่อยให้โมสาร์ทเล่นไปคนเดียวจนจบเพลง จากความสามารถของโมสาร์ทครั้งนี้ ทำความทึ่งให้แก่พ่อของเขาไม่น้อย การศึกษาทางไวโอลินของโมสาร์ทจึงดำเนินไปอย่างจริงจังและพ่อก็ทำการซ้อมเล่นไวโอลินให้เขาพร้อมกับ Nannerl พี่สาวเกือบทุกวัน พ่อของโมสาร์ทได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะปั้นให้ลูกชายเป็นนักไวโอลินเอกของโลกให้ได้
โมสาร์ท นอกจากจะมีความสามารถในการเล่นไวโอลินแล้วยังสามารถในการเล่นดนตรีชนิดอื่นอีก เช่น ออร์แกน คลาเวียร์ เพลงที่เขาแต่งก็ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของวิชาดนตรีทุกประการ เมื่อพ่อได้ประจักษ์ในความสามารถของลูกชายแล้ว จึงพาโมสาร์ทพร้อมด้วยมาเรีย แอนนาออกเดินทางไปแสดงดนตรีในที่ต่าง ๆ หลายแห่งทั่วยุโรป ปรากฎว่าได้รับความสำเร็จอย่างงดงามทุกแห่ง ผู้ฟังชื่นชมในอัจฉริยภาพของโมสาร์ทน้อยอยู่ทั่วกัน ชื่อเสียงของโมสาร์ทจึงรุ่งโรจน์มาตั้งแต่เยาย์วัย เขาได้รับความยกย่องนับถือจากวงสังคมทุกแต่ง ตั้งแต่ประชาชนเดินถนนจนถึงราชสำนัก โมสาร์ทได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากราชสำนักทุกแห่ง เช่น ออสเตรีย เยอรมันนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ การเดินทางไปแสดงดนตรีครั้งนี้พ่อของโมสาร์ทต้องการให้ลูกสาวและลูกชายได้มีโอกาสแสดงฝีมือทางดนตรีและเป็นการท่องเที่ยวไปด้วย
สถานที่แห่งแรกของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือ เมืองมิวนิคที่นั้นโมสาร์ทและพี่สาวได้เล่นดนตรีถวายเจ้าชายแห่งบาวาเรีย และพระเจ้าโยเซฟที่ 3 จากนั้นก็เดินทางไปเล่นดนตรีถวาย พระนางมาเรีย เทเรซา ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย ซึ่งเป็นราชินีที่ยิ่งใหญ่พระหนึ่ง โมสาร์ทได้รับการจุมพิตจากสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ที่ได้ประทานให้แก่เขาด้วยความเอ็นดู
แต่เหตุการณ์สำคัญที่โมสาร์จะลืมไม่ได้ก็คือ ระยะเวลาที่อยู่แสดงดนตรีในกรุงเวียนนานั้น โมสาร์ทได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับบรรดาพระราชโอรส และพระราชธิดาของพระนางมาเรีย เทเรซา ในขณะนั้นมาสาร์ทอายุ 6 ขวบ พระราชธิดาพระองค์หนึ่งของพระนางมาเรีย เทเรซาได้ให้ความสนิทสนมต่อเขาอย่างมาก เคยกอดรัดโมสาร์ท เคยปลอบประโลมให้เขาหายเศร้า เป็นเพื่อนที่ดีของเขาในยามทุกข์ยากและยามสุข วึ่งจะเห็นได้ว่า ครั้งหนึ่งโมสาร์ทเข้าเฝ้าพระนางมาเรีย เทเรซา ซึ่งมีพระราชโอรสและพระราชธิดาอยู่พร้อม โมสาร์ทได้สะดุดดาบที่แขวน ขณะที่แต่งเครื่องแบบเต็มยศเข้าเฝ้าเพราะความไม่คุ้นเคย พระราชธิดาพระองค์นั้น ยังเข้าไปจูบปลอบเขาซึ่งกำลังร้องได้อยู่ให้คายได้ ซึ่งโมสาร์ทเองก็รู้สึกซาบซึ้งในมิตรภาพของพระราชธิดามาก จึงกล่าวตามประสาเด็ก ๆ ออกมาว่าเขาขอสัญญาว่าเมื่อเขาโตเป็นหนุ่มเขาจะขอแต่งงานกับพระนาง แต่โมสาร์ทในขณะนั้นคงไม่รู้หรอกว่า ขณะนั้นเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับพระราชินีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งในเวลาต่อมา เพราะพระราชธิดาพระองค์นั้น ต่อมาก็คือพระนางมารี อังตัวเนตต์ มเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสนั่นเอง
การได้รับการจุมพิตจากพระนางมาเรีย เทเรซา และการโอบกอดจากพระราชธิดา ควรนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ดีและรุ่งโรจน์สำหรับโมสาร์ทอย่างยิ่ง แต่อนิจจา สวรรค์หาได้โอบอุ้มชีวิตของเขาตลอดไปไม่ สวรรค์ช่างใจร้ายเหลือเกิน พรที่สวรรค์ประทานแก่โมสาร์ทในทางดนตรีเกือบจะไม่มีความหมายต่อเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้เพราะสวรรค์มิได้ประสาทพรในด้านความรักให้แก่เขาเลย ดังนั้นแม้ว่าโมสาร์ทจะเป็นคนรูปหล่อน่ารัก เฉลียวฉลาด และมีอัจฉริยะในทางดนตรีก็ตาม แต่ในด้านความรักแล้วเขาค่อนข้างจะอาภัพอยู่สักหน่อย ซึ่งเราจะได้ดูกันต่อไป
สำหรับงานทางดนตรี ในระหว่างที่โมสาร์ทยังเป็นเด็กนั้นเป็นงานที่มีผลทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วยุโรป จักรพรรดิ์ฟรังซิส ถึงกับทรงเรียกเขาว่า “ผู้วิเศษน้อย” เมื่ออายุ 7 ขวบ เขาแต่งเพลงไวโอลินโซนาตาเสร็จเป็นเพลงแรก อีกปีหนึ่งต่อมาเมื่ออายุ 8 ขวบ ก็แต่งซิมโฟนีได้สำเร็จ
ในการเดินทางไปแสดงดนตรีที่อิตาลีนั้น โมสาร์ท ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก สมาคมชื่อ Philharmonic Society ในเมือง Bologna แต่ยังคงไม่ได้รับเกียรติเท่าที่ควร เนื่องจากโมสาร์ทยังเป็นเด็กอยู่ สันตปาปาก็ชื่นชมในความสามารถของเขาถึงกับแต่งตั้งให้เขาเป็น Cavalier และเป็น King of the Golden Cross ด้วย ซึ่งเป็นยศอัศวิน การให้เกียรติแก่นักดนตรีอย่างนี้ เคยให้แก่คริสโตฟ วิลลิบาลด์ กลุ๊ค มาแล้วเมื่อ 14 ปีก่อนหน้านี้
อิตาลี ในสายตาของโมสาร์ท เป็นนครที่เขารักมากที่สุดในชีวิต กล่าวได้ว่าโมสาร์ทหลงใหลใฝ่ฝันต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของอิตาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปรากรของอิตาลี แม้กระทั่งชื่อโมสาร์ทก็พยายามเปลี่ยนให้เหมือนชาวอิตาเลียน โดยได้เปลี่ยนชื่อกลางซึ่งเดิมชื่อ Gottlieb แปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า มาเป็น Amadeus ซึ่งแปลว่าผู้เป็นที่รักของพระเจ้าเช่นเดียวกัน ตอนนั้นโมสามาร์ทหายใจเข้าออกเป็นอิตาลีไปหมด จนมีผู้กล่าวว่าโมสามาร์ทถูกมนต์ขลังของอิตาลีครอบงำจิตใจเสียแล้ว
อนาคตอันบรรเจิดจ้า เปล่งแสงงามระยับรอคอยโมสาร์ทอยู่ตลอดมานั้น ดูเหมือนจะดับวูบลงโดยกระทันหัน เพราะหลังจากที่โมสาร์ทและพ่อกลับมาซาลสเบอร์กแล้ว ก็ได้เข้าไปเล่นไวโอลินอยู่ในวง Orchestra ของ อาร์ชบิชอบ ซึ่งมีน้ำใจกว้างขวาง โอบอ้อมอารี แต่แล้วอาร์ชบิชอบ ผู้อารีก็สิ้นชีวิตลง
ขณะที่ อาร์ชบิชอบ ไฮโรนีมุส ผู้อารียังมีชีวิตอยู่นั้น ได้สนับสนุนให้โมสาร์ทกับพ่อได้เดินทางไปเล่นไวโอลินในที่ต่าง ๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้สองพ่อลูกได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงและมีรายได้ไม่ขาดระยะ เมื่อ ไฮโรนีมุสHeironymus ตายไป Colloredo ได้ดำรงตำแหน่งแทน โมสาร์ทและพ่อถูกห้ามไม่ให้เดินทางไปเล่นไวโอลิน โดยคำสั่งของท่านอาร์ชบิชอบคนใหม่ ดังนั้น โมสาร์ทจึงจำต้องลาออกจากวงดนตรีของอาร์ชบิชอบ
เมื่อขาดผู้ส่งเสริมให้เดินทางไปเล่นดนตรีในสถานที่ต่าง ๆ เช่นนั้น โมสาร์ทก็รู้สึกอึดอัดใจ เพราะนั่นหมายถึงว่าครอบครัวของเขาจะต้องทรุดหนักในด้านการเงิน ดังนั้น เขาจึงตั้งใจเดินทางไปต่างประเทศเผื่อว่าจะประสบโชคเข้าบ้าง เขาเดินทางออกจากซารค์ลสเบอร์กไปพร้อมกับแม่ด้วยความอาลัยรักของผู้เป็นพ่อ เพราะตั้งแต่เด็กมาจนกระทั่งเป็นหนุ่ม โมสาร์ทไม่เคยแยกจากพ่อเลย เห็นพ่อที่ไหนจะเห็นโมสาร์ทที่นั่น หรือเห็นมาสาร์ทที่ไหนก็จะต้องเห็นพ่อของเขาที่นั่น ทั้งสองเป็นประหนึ่งบุคคลคนเดียวกัน ดังนั้นเมื่อต้องมาแยกจากกันเป็นครั้งแรกเช่นนี้ ความรักความอาลัยของผู้เป็นพ่อย่อมจะต้องมีเป็นธรรมดา พ่อของโมสาร์ทยืนน้ำตาคลอหน่วยโบกมือให้แก่โมสาร์ท ผู้ซึ่งกำลังจะเดินทางไปหาความมั่นคงมาให้แก่ครอบครัว พ่อของโมสาร์ทนั้น ถึงแม้จะเศร้าใจเพียงใดก็ต้องตัดใจปล่อยให้ลูกไป โดยกำชัยผู้เป็นแม่ให้คอยควบคุมดูแลลูกให้ดี นี่จะเห็นได้ว่า โมสาร์ท่ถึงแม้ในขณะนั้นจะเป็นหนุ่มแล้ว แต่ก็ยังเป็นเด็กในสายตาของพ่อแม่เสมอ
การเดินทางของโมสาร์ท พร้อมกับแม่ครั้งนี้ ไม่ได้ผลสมปรารถนา เพราะเขาไม่ได้รับการต้อนรับเท่าที่ควร ดังนั้นเงินทองที่นำติดตัวไปด้วยก็ร่อยหรอลงไปทุกวัน แม่ของเขารู้สึกเศร้าใจในโชคชะตาของลูกและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่อยู่ใน มันน์ไฮม์ โมสาร์ทพบวง Orchestra ดีที่สุดในยุโรป ณ ที่นี้เองเขาได้แต่งเพลงให้แก่เจ้าเมืองของมันน์ไฮม์ หลายเพลงด้วยกัน โดยหวังว่าคงได้รับตำแหน่งอยู่ในราชสำนักบ้าง แต่ว่าสิ่งที่โมสาร์ทได้รับนั้น มันไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่อะไรที่ไหน มันเป็ฯเพียงคำเยินยอหลอกใช้เท่านั้นเอง ณ ที่มันน์ไฮม์นี่เองโมสาร์ทเริ่มสนใจเปียโน ซึ่งเขาชอบมากกว่าฮาร์พซิคอร์ด และคลาวิคอร์ด โมสาร์ทเล่นได้ดีมากทีเดียว ทำความพิศวงแก่ผู้ที่ได้ฟังทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
นิยายรักของดมสาร์ทได้เริ่มขึ้นที่ มันน์ไฮน์นี้เช่นกัน โดยที่โมสาร์ทได้ตกหลุมรักของหญิงสาวคนหนึ่ง ชื่อ อลอยเซีย เวเบอร์ แม่ของโมสาร์ทรีบรายงานพฤติการณ์ณ์ของลูกชายไปให้ผู้เป็นพ่อทราบทันที พ่อของโมสาร์ทรู้สึกตกใจมาก เขียดจดหมายสั่งให้โมสาร์ทรีบไปหางานทำในปารีสทันที
เมื่อกลับมายังปารีสอีกครั้ง ปรากฎว่าขุนนางและชาวฝรั่งเศสซึ่งครั้งหนึ่งเคยให้การต้อนรับเขาอย่างเกรียวกราว เคยเข้าไปรุมล้อมจูบโมสาร์ททั้งหน้าหลัง เมื่อครั้งเขาไปเล่นไวโอลินในขณะที่ยังเป็นเด็ก แต่การกลับมาคราวนี้ โมสาร์ทต้องประสบความผิดหวังอย่างมาก ซึ่งเพิ่มความช้ำใจให้แก่เขาอีก หลังจากต้องพรากจาก อลอยเซียมาแล้ว ทั้งนี้เพราะโมสาร์ทไม่ได้รับนิยมเสียแล้ว ชีวิตของเขาต้อนนี้ดูเหมือนจะถูก “ผีซ้ำด้ำพลาย” เป็นการใหญ่ เพราะในขณะที่อยู่ในนครปารีสนั้นเอง แม่ของเขาก็สิ้นชีวิตลงโดยกระทันหัน ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1778 ก่อให้เกิดความเศร้าสลดแก่โมสาร์ทเป็นอย่างมาก
ดังนั้นโมสาร์ทจึงกลับไปซาร์ลสเบอร์ก และได้เข้าร่วมอยู่ในวงดนตรีของอาร์ชบิชอบ โคลโลเรโดอีก โคลโลเรโดได้นำวงดนตรีเดินทางไปแสดงที่กรุงเวียนนา ในฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.1781 การเดินทางไปครั้งนี้เป็นที่พอใจของโมสาร์ทมาก เพราะเขาจะได้ไปยังเมืองที่เขารักมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อ โคลโลเรโด สั่งให้วงดนตรีย้ายไปเล่นที่อื่น โมสาร์ทรู้สึกไม่พอใจจึงลาออก
โมสาร์ท ได้แต่งงานกับ คอนสตันซ์ เวเบอร์ น้องสาวของอลอยเซีย เวเบอร์ ซึ่งเขาเคยรักมาก่อนนั่นเอง โมสาร์ทได้นำเอาชื่อของเมียไปตั้งเป็นชื่อของนางเอกในอุปรากรที่เขาเขียนขึ้นชื่อ The Escape from Seraglio โมสาร์ทได้นำอุปรากรเรื่องนี้ไปแสดงที่กรุงเวียนนา แต่ก็ไม่ได้ผล คนดูเดินออกก่อนอุปรากรเลิกทุกรอบ แต่อย่างไรก็ตามจากอุปรากรเรื่องนี้ จักรพรรดิ์โจเซป ได้รับโมสาร์ทไว้ในวงดนตรีของพระองค์ เพราะพระองค์ชอบอุปรากรของโมสาร์ทมาก ถึงกับออกปากชมเชยอยู่เรื่อย ๆ ถึงแม้วาจักรพรรดิ์โจเซฟจะทรงอุปถัมภ์โมสาร์ทด้วยความพอพระทัยในฝีมือเขียนอุปรากรของเขาก็ตาม แต่พระองค์ให้เงินค่าตอบแทนต่อนักแต่งเพลงผู้นี้น้อยเหลือเกิน จนกระทั่งโมสาร์ทกล่าวกับตนเองอยู่เสมอว่า เขาพยายามสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อคนอื่นจนสุดความสามารถของตน แต่ผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้มค่ากันเลย
งานในด้านแต่งเพลงของโมสาร์ทเด่นขึ้น เมื่อเขาได้มีโอกาสรู้จักกับไฮเดิน นักคนตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งเวียนนาและได้เป็นผู้สอนการเขียนเพลง ควอเตท ให้แก่โมสาร์ท จากนั้นโมสาร์ทได้แต่งเพลง String quartets ขึ้นหลายเพลง ซึ่งไพเราะมาก เขาได้อุทิศ quartet ตลอดจนให้กำลังใจแก่เขา ความจริงไฮเดินก็ได้บางสิ่งบางอย่างไปจากโมสาร์ทเหมือนกัน ไฮเดินมีความชื่นชมในการเล่นเปียโนของโมสาร์ทมาก ไฮเดินเคยกล่าวกับพ่อของโมสาร์ทเมื่อครั้งที่เลโอโปลด์ไปเยี่ยมลูกชายที่เวียนนา “ผมขอประกาศต่อท่านด้วยเกียรติยศว่า ลูกชายของท่านเป็นนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา” (I declare to you upon my honor that I consider you son the greatest composer that I have heard)
ในเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของเขา หลังจากการแต่งงานได้ 9 ปี โมสาร์ทได้รับความสุขบ้างพอสมควร เขา มีลูกกับคอนสตันซ์ เวเบอร์ ทั้งหมดด้วยกัน 6 คน หลังจากนั้นการดำรงชีพชักฝืดเคืองเพราะมีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย เมียเป็นคนใช้เงินเก่ง ทั้งการบ้านการเรือนไม่ค่อยเอาใจใส่เท่าที่ควร ครอบครัวของโมสาร์ทจึงประสบมรสุมทางการเงินอย่างหนัก ต้องกู้หนี้ยืมสินมาประทังชีวิตในครอบครัว และตัวโมสาร์ทเองก็ต้องทำงานอย่างหนัก
งานของโมสาร์ทีมากกว่า 200 ชิ้น นับว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแต่งเพลงชั้นยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง เริ่มตั้งแต่เพลง String quartets ที่เด่นที่สุด 10 เพลง, Piano quartets 2 เพลง, Piano quintets อีก 2 เพลง, Piano concertos 30 กว่าเพลง, Violin concertos 7 เพลง, Flute concertos 3 เพลง, อุปรากร 22 เรื่อง, ซิมโฟนีเขียนไว้ 41 เพลง นอกจากนั้นยังมีอื่น ๆ อีกมาก
งานด้านอุปรากรนั้น ในปี ค.ศ.1786 โมสาร์ทได้ร่วมมือกับ ลอเรนโซ ดา พอนเต้ ซึ่งเป้นผู้เชียวชาญประจำโรงละครหลวงในกรุงเวียนนา เขียน ‘Marriage of Figaro’ ขึ้น อุปรากรเรื่องนี้เมื่อแสดงครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จดังหวัง แต่ต่อมามีคนนำไปแสดงที่กรุงปร๊าค นครหลวงของโบเฮเมีย (เชคโกสโลวาเกีย) ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ค.ศ.1787 เขียนอุปรากรเรื่อง ดอน โจวันนี สำเร็จ ซิมโฟนีรุ่นสุดท้ายมี 3 เพลง ซึ่งเป็นซิมโฟนีอันยิ่งใหญ่ของโมสาร์ทสำเร็จลงภายในระหว่างฤดูร้อนของปี ค.ศ.1788 ได้แก่เพลงซิมโดนีนัมเบอร์ 39 E Flat Major, นับเบอร์ 40 G Minor, นับเบอร์ 41 C Major (‘Jupiter’) ซึ่งมีความเด่นเป็นเอกกว่าซิมโฟนีทั้งหลายของโมสาร์ท สำหรับนับเบอร์ 41 ที่ชื่อ Jupier นี้ไม่ทราบว่าใครเป็นคนตั้ง เพราะโมสาร์ทไม่ได้เป็นคนตั้ง อุปรากรที่ร่วมกับลอเรนโซ ดา พอนเต้ เมื่อปี ค.ศ.1790 อันหลังสุดได้แก่ Cosi Fan Tutte
โมสาร์ทได้เขียนเพลงมากมาย ยิ่งเขียนมากขึ้นเท่าไหร่แนวการเขียนก็ยิ่งแปลกขึ้นเท่านั้น และไม่ค่อยจะซ้ำแบบเดิม ซึ่งเป็นการยากที่นักแต่งเพลงอื่น ๆ จะทำได้ อุปรากรเรื่องสุดท้ายในชีวิตของโมสาร์ท คือ The Magic Flute ซึ่งเขียนขึ้นขณะที่กำลังป่วยและอยู่ในภาวะเศร้าโศก เพราะมีเรื่องคับแค้นในเรื่องครอบครัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ปรากฏว่าท่วงทีทำนองและลีลาของเพลงเต็มไปด้วยชีวิตและร่าเริงแจ่มใส เพลงนี้เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1791

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s